รูปหลังห้อง

000038.JPG

ตอน ม.6 ครูประจำชั้นสั่งงานต้นเทอมว่าให้ทุกคนถ่ายรูปโต๊ะอ่านหนังสือที่บ้านมาและให้วาดรูปหรือตัดต่อรูปตัวเองเข้ากับอาชีพที่อยากจะทำ

อาจเพราะโรงเรียนเราไม่ค่อยเน้นเนื้อหาวิชาการมาแต่ไหนแต่ไร โรงเรียนอมาตยกุลเป็นโรงเรียนทางเลือกที่บางครั้งเด็กๆ ในโรงเรียนก็สนุกสนานจนลืมไปว่าปลายทางเราต่างก็ต้องไปผ่านตัวกรองอย่างโอเน็ตและแอดมิชชันอยู่ดี

แต่ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ได้เป็นปัญหาเท่าไหร่ เมื่อเรามีครูประจำชั้นที่เข้าใจและใส่ใจนักเรียนอย่างครูโอ๋-ปนัสดา ครูที่เฟี้ยวเงาะ เดินอาดๆ เสียงดัง แต่เป็นเพื่อนกับเด็กได้พอๆ กับที่เป็นครู

ครูโอ๋เอารูปเหล่านั้นใส่แฟ้มเดียวกันแล้ววางไว้หลังห้อง ใครจะไปหยิบดูก็ได้

นั่นเองที่ทำให้เราได้เห็นความฝันของเพื่อนอีก 29 คนในห้องเรียน แม้บางรูปจะตัดต่อเอาฮา เช่น คนที่อยากเป็นหมอก็ตัดต่อหน้าตัวเองที่ดูเหลอหลาไปอยู่ตรงหว่างขาของคนที่กำลังทำคลอด ฯลฯ และขณะเดียวกัน เราก็เห็นว่าหน้าตาโต๊ะอ่านหนังสือของพวกเขาเป็นอย่างไร – โต๊ะที่ในชีวิต ม. 6 เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

เราตัดต่อรูปตัวเองอยู่ในชุดครุยเนติบัณฑิต พร้อมใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตา

ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันเป็นความฝันของใครกันแน่ ของครอบครัว หรือของเรา

จนกระทั่งเราสอบเข้าอักษรฯ ได้ ภาพชุดครุยนั้นก็ปลิวหายไปแบบไม่มีคำถาม

แต่เราก็ยังคงรับผิดชอบต่อความฝันของครอบครัว เพราะเรารู้ว่ามันคงปวดใจ เหมือนหุ้นตัวหนึ่งที่ลงทุนไปแล้วกราฟมีแต่ถดถอยลง เราเรียนปริญญาตรีนิติศาสตร์อีกใบควบคู่ จากเดิมที่คิดว่าเรียนพรีดีกรีที่รามคำแหงตั้งแต่ ม. 5 แล้วน่าจะจบนิติศาสตร์บัณฑิตตั้งแต่ปีสอง ก็กลายเป็นว่าแผนทุกอย่างถูกรื้อโครงสร้างใหม่หมด

การเรียนนิติ ราม ควบคู่กับคณะในมหาวิทยาลัยปิดไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อนรุ่นเดียวกับเราจบปริญญาสองใบพร้อมกันได้ตรงตามแผน ในขณะที่เราแผ่วปลาย เริ่มไม่เห็นความสำคัญว่าคนเราจะเรียนเยอะแยะไปทำไม

นับรวมๆ แล้ว เราใช้เวลาเรียนเกือบเจ็ดปี (ตั้งแต่ ม.5 จนกระทั่งปีนี้)

เป็นตัวเลขที่พูดแล้วก็เขิน แต่มันก็ทำให้เราใจชื้นว่า เออ เราเกาะติดกับอะไรได้นานขนาดนี้ได้ด้วย

เกือบสองปีที่แล้ว ณ วันนั้น อนาคตยังเลื่อนลอย เป็นนักเขียนสารคดีที่มีงานบ้างไม่มีงานบ้าง และตอบใครได้ยากว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่เรียนจบมาหลายเดือนแล้ว

เราใส่ชุดครุยอักษรฯ รับปริญญา ครูโอ๋เดินเข้ามาถ่ายรูปด้วย พร้อมกับยื่นกรอบรูปให้เรา ในกรอบนั้นเป็นรูปเราสวมครุยเนติบัณฑิต – รูปเดียวกับที่เคยอยู่ในแฟ้มหลังห้อง

เหมือนการรื้อฟื้นภารกิจยาวนานที่เราแกล้งหลงลืมไป ไม่รู้หรอก มันมีความหมายไหม อาจจะเป็นความไขว้เขวของคนที่ทำอะไรก็ไม่สุดสักอย่าง แค่มั่นใจว่าตัวเองทำได้น่า รับๆ มาทำไป แล้วสุดท้ายก็ทำไม่เสร็จ

หนึ่งปีกว่าต่อจากนั้น เราลงวิชาให้ได้มากที่สุด ลงไป 9 วิชาต่อเทอม ตกสัก 2 วิชา ในที่สุดมันก็จบจนได้

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า เออ เราทำได้แล้วนะ วิชาที่เราต้องนั่งถ่างตาเพื่ออ่านให้รู้เรื่อง ต้องส่งเสียงจิ๊จ๊ะหงุดหงิดภาษากฎหมายที่ไม่ได้ดังใจเสียเลย บอกเลิกกับมันเงียบๆ ก็ตั้งหลายครั้ง สุดท้าย มันก็จบแล้ว ในสเตปแรก

และยิ่งชีวิตผ่านพบความขัดแย้งมากมาย กระเด้งกระดอนจากความฝันมาเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นจริง เราพบว่า การรู้กฎหมายเป็นสิ่งประเสริฐอย่างหนึ่งที่พ่อแม่จะให้ได้

ต่อจากนี้มันก็คงเป็นอีกเส้นทางที่ต้องรับผิดชอบต่อไปในเมื่อเรายังไม่ได้เป็นอย่างภาพในกรอบรูปนั้น บางทีมันก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยก็รับผิดชอบความคาดหวังของตัวเองในวัย ม. 6

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.