คอเจ (Geoje) เมืองสีฟ้า กลุ่มคนเสื้อเทา บนเกาะเหงาใต้คาบสมุทรเกาหลี

ยามเย็นริมท้องถนนเส้นหนึ่งบนเกาะคอเจ (거제) เหล่าคนทำงานในชุดเครื่องแบบแจ็กเก็ตสีเทาทะมัดทะแมงกรูกันออกมาจากบริเวณคล้ายโรงงาน มีเสาปั้นจั่นสีเหลืองชะลูด และเรือเดินสมุทรลำใหญ่จอดเทียบ

หลายคนยืนต่อแถวเรียงหนึ่งแบ่งออกเป็นสามแถวหน้าอาคารหลังใหญ่ รอรถกลับบ้าน อีกหลายคนปั่นจักรยานแซงผ่านรถแท็กซี่คันที่เรากำลังนั่งอยู่ มุ่งหน้าสู่หาดที่เรายังไม่รู้จักชื่อ

เกาะคอเจได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีฟ้า (Blue City) อยู่ทางใต้ของคาบสมุทรเกาหลีเยื้องไปทางตะวันออกและอยู่ใกล้กับเมืองปูซานอันโด่งดัง ภาพโลโก้ประจำเมืองคอเจเป็นพระอาทิตย์สีแดงปลั่งกลมมนบนผืนน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม และเหล่านกนางนวลบินโผ

สาเหตุที่เมืองเกาะแห่งนี้มีพนักงานในชุดเครื่องแบบเหมือนๆ กันมากมาย เพราะที่นี่เป็นทั้งโรงงานและอู่ต่อเรือของบริษัทซัมซุงและแดวู จึงไม่แปลกที่บนมุมหนึ่งบนเมืองเกาะแห่งนี้มีหมู่มวลคอนโดมิเนียมสูงใหญ่เกาะกลุ่มกันอย่างอบอุ่น คอเจเชื่อมกับแผ่นดินคาบสมุทรผ่านเมืองท่งยอง (통영) (หากใครได้ดู Stranger Season 2 น่าจะคุ้นชื่อ เพราะเป็นเมืองที่ฮวังชีมกไปประจำการอยู่ก่อนกลับเข้ามาในโซล) ประวัติของคอเจยังเข้มข้นยิ่งขึ้นจากการเป็นอดีตเกาะที่กักขังเชลยสงครามชาวเกาหลีเหนือและจีนจำนวนราว 170,000 คน

ที่คอเจ ผืนน้ำที่ซัดเข้าหาฝั่งอย่างเอื่อยๆ นั้นกลับทำให้เรารู้สึกว่ามีเวลาเหลือเฟือกว่า 1 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่มาเรียนอยู่ที่โซล

วันที่เราไปถึงเป็นหนึ่งวันก่อนเทศกาลหยุดยาวประจำปีของชาวเกาหลี ทั้งที่ยังไม่เป็นวันหยุด เราก็กลับรู้สึกได้ถึงความเงียบสงัดในตัวเมืองและร้านรวง ช่างต่างกับโซล เหมือนกับเสียงเพลงป็อบอึกทึกที่หรี่ลงจนได้ยินเสียงแมลงระงมปลายฤดูร้อน

เราเดินทางมาออกจากที่พักของเราใกล้ๆ กับท่าเรือจังซึงโพ่ (장승포) ท่าเรือเรียบง่ายริมทะเลสีครามสุขุม ด้านล่างที่พักเป็นเหมือนร้านอาหารทะเลแต่ร้างลูกค้า หน้าทางเข้ามีเขื่อนคอนกรีตหล่อรูปสี่ขาป้องกันคลื่นกัดเซาะแนวชายฝั่งวางตัวเคล้ากลิ่นคาวเค็มทะเลที่โชยเข้ามา 

เจ้าของหรือผู้ดูแลที่พักชายเดินงุนงงออกมาพร้อมกลิ่นแอลกอฮอล์ ยื่นกุญแจให้ แล้วหายตัวไปอีกครั้ง

เสียงคลื่นซัดและลมทะเลตลอดวันอาจทำให้เขารู้สึกขื่นคอต้องหาโซจูมาเติมอีกสักเป๊ก

ห้องพักเราคล้ายกับอพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่าในเมือง มีเครื่องครัวครบครันแถมจานชามในตู้ แม้สภาพห้องจะเก่าสักหน่อย แต่วิวที่เปิดออกสู่ทะเลนับว่าเป็นระดับห้าดาว

เงียบ …มีเพียงเสียงคลื่นและเรือแล่นอยู่ไกลๆ 

นานทีจะมีเสียงเปิดปิดประตูรถของคนที่มาตกปลาริมฝั่ง

ขาจรในคอเจ

ถึงคอเจจะเป็นเมืองต่างจังหวัดขนาดนั้น แต่ขนส่งมวลชนได้มาตรฐานเกือบเทียบเท่าโซล เราใช้บริการทั้งรถเมล์และแท็กซี่ที่จ่ายเงินผ่านระบบการ์ด T-money ได้สบายๆ อุปกรณ์ภายในรถโดยสารเหล่านี้ก็ไม่ได้สองมาตรฐาน 

รถเมล์ที่นี่และหลายๆ จังหวัดในเกาหลีที่เราไปมา เหมือนรถเมล์ที่เราเห็นในเมืองหลวงเปี๊ยบ ไม่ต้องงุนงนเรียนรู้วิธีขึ้นรถกันใหม่

ต่างกันแค่เพียงเวลารอรถที่นานกว่าและในรถไม่มีเสียงประกาศภาษาอังกฤษตามท้ายเสียงประกาศภาษาเกาหลีเมื่อบอกจุดหมายแต่ละป้ายเหมือนเช่นเคย อย่างไรก็ตาม ป้ายไฟด้านหน้ารถก็บอกชื่อสถานที่สองภาษาสลับกันเหมือนเดิมให้เราได้อุ่นใจ

การที่เป็นเมืองชายทะเลอยู่ปลายติ่งคาบสมุทรและมีผู้โดยสารในบางเส้นทางอยู่บางตา ไม่สามารถเป็นข้ออ้างให้สร้างขนส่งมวลชนไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่เราขึ้นรถทัวร์จากโซลมาต่อรถทัวร์ที่ท่งยองและเห็นสถานีขนส่งท้องถิ่น ก็พบว่าหลายๆ ที่สามารถซื้อตั๋วผ่านตู้อัตโนมัติได้อย่างง่ายดายมีมาตรฐาน (ถ้ารู้ภาษาเกาหลี) และคุณภาพตัวรถที่ไม่ขี้เหร่หรือคาดเดาไม่ได้

หมายเหตุ: ภาพถ่ายรถเมล์ในจังหวัดซุนช่อน เป็นตัวแทนให้เห็นลักษณะรถเมล์ของต่างจังหวัดที่คุณภาพไม่ต่างจากโซล (แต่อาจจะรอนานหน่อย)

เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะนโยบายคมนาคมที่เป็นระบบของเกาหลี อีกส่วนหนึ่งก็เพราะหน่วยงานการท่องเที่ยวเกาหลีเล็งเห็นความสำคัญของขนส่งมวลชนไม่แพ้เรื่องการโปรโมตภาพลักษณ์การท่องเที่ยวผ่านสถานที่ตระการตาเพียงอย่างเดียว

ในเว็บไซต์องค์การการท่องเที่ยวเกาหลีระบุว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวยังรวมถึง 

  • การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคเพื่อสนับสนุนให้คนทำกิจกรรมการออกไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ 
  • ยึดเอาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นเป็นรากฐานของธุรกิจการท่องเที่ยว
  • เสริมสร้างบรรยากาศที่ช่วยเหนี่ยวนำให้เกิดการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญ
  • มุ่งสู่บทบาทผู้นำการท่องเที่ยวระดับนานาชาติในยุคสมัยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

เราเห็นความตั้งใจแรงกล้าจะเป็นผู้นำการท่องเที่ยวนี้จากวิดีโอประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวต่างๆ ของเกาหลีที่แหวกแนวจัดจ้านขึ้นเรื่อยๆ และคอนเซปต์ที่คลุมแต่ละเมืองอย่างแข็งแกร่ง ความพยายามนี้มาจากการที่เกาหลีเล็งเห็นศักยภาพในการสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศจากการท่องเที่ยว 

จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 6 ล้านคนในปี 2007 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านคนในปี 2018

ศักยภาพที่ว่านี้ยังมาจากการที่ นักท่องเที่ยวส่วนมากยังกระจุกตัวเที่ยวในโซลเป็นหลัก (คิดเป็น 78% เมื่อปี 2019) 

อาจเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โดนดึงดูดมาโดย Korean Wave คิดกันไปว่านอกจากเมืองหลวงแห่งนี้แล้วตัวเมืองอื่นๆ ในเกาหลีไม่มีอะไรน่าสนใจ ยกเว้นก็แต่ปูซานและเกาะเชจูอันโด่งดัง

อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ และเพื่อท้าให้ลองเปิดใจกับรสชาติการท่องเที่ยวใหม่ๆ ขนส่งมวลชนและสาธารณูปโภคที่ดี (เช่น wifi) ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผายมือต้อนรับนักท่องเที่ยวให้กล้าออกไปให้ไกลและกว้างกว่าโซล!

หาดท็อกโพ่และหาดฮึงนัม

เนื่องจากแผนการตอนเย็นวันแรกของเรานั้นกระชั้นจนไม่มีเวลารอรถเมล์ คุณลุงแท็กซี่จึงพาเรามุ่งหน้าสู่หาดท็อกโพ่ (덕포) หาดสวยตามที่เห็นในแผนที่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในคอเจ เราผ่านโรงงาน อู่ต่อเรือ และเหล่าคนงานที่เลิกงานกรูกันกลับบ้าน เลี้ยวเลาะไปตามโค้งและเวิ้งหมู่บ้านเชิงเขา 

แต่เมื่อไปถึงหาด เรากลับพบกับระดับน้ำที่สูงจนท่วมหาดหายไปทั้งหาด

เพื่อนเวียดนามที่ไปด้วยกันส่งเสียงโอดโอยด้วยความผิดหวัง 

คุณลุงแท็กซี่เสนอว่าจะพาไปอีกที่ เราตกลง ปรากฏว่าขับไปนานมาก มิเตอร์แท็กซี่พุ่งขึ้นไปถึง 20,000 วอน​ (ราวๆ 600 บาท) เพื่อนร่วมทางและเราเริ่มกระสับกระส่าย แล้วคุณลุงก็เลี้ยวลงไปสู่หาดแห่งหนึ่ง

หาดเศร้าๆ หน้าแคบ ทะเลสีครึ้ม และทางน้ำไหล (น้ำทิ้ง) จากฝั่ง ชื่อว่าหาดฮึงนัม (흥남) เราเดินเตะแท่งเหล็กขึ้นสนิมจนเป็นแผลและโดนซ้ำด้วยคลื่นซัดแสบลึก ในขณะที่คู่รักคู่หนึ่งเดินคลอเคล้ากันในฉากหลังทะเลที่สุดจะไม่โรแมนติก

เราใช้เวลาที่นั่นไม่นาน แต่พอจะกลับก็เริ่มโพล้เพล้แล้ว ป้ายรถเมล์ริมถนนเลียบไหล่เขาไม่มีที่นั่ง เรายืนคุยแก้เก้อและปลอบใจกันท่ามกลางแสงริบหรี่ ไร้ผู้คนจนฟ้ามืด แล้วป้ายส่องสว่างของรถเมล์สายหนึ่งก็โผล่มา เรากระโดดขึ้นไปทันทีโดยที่ไม่ต้องถามปลายทาง ขอแค่เข้าเมืองได้เป็นพอ

ข้อควรระวังสำหรับคนที่มาคอเจ นอกจากเรื่องชายหาดที่อาจไม่ได้สวยอย่างใจแล้ว สิ่งที่ต้องทำใจก็คือการดูแผนที่ในแอปฯ ต่างๆ อย่างเช่นแอปฯ Naver ที่เคยเชื่อถือได้สุดๆ ในโซล แต่พอมาที่นี่ สายรถเมล์หลายๆ สายไม่ได้ตรงกับในแอปฯ และไม่ได้แสดงเวลาที่รถมาถึงป้าย (เพราะแอปฯ เองก็ไม่รู้) เป็นอะไรที่ท้าทายชวนตื่นเต้นดี ทางที่ดีให้ศึกษาสายรถเมล์คร่าวๆ จากในเว็บไซต์ก่อนมา

ร้านอาหารที่เราไปกินค่ำนั้นเป็นร้านอาหารที่ลุงคนขับแท็กซี่คนที่มาส่งที่ที่พักบอกว่าต้องลอง โดยเฉพาะกุ้งและปูดิบดองซอสเค็ม เมื่อมาถึงร้าน นั่งประจำโต๊ะปุ๊บ เขาก็เสิร์ฟชุดมาตรฐานให้ทันทีโดยไม่ต้องสั่ง ประกอบไปด้วยเครื่องเคียงหรือพันชั่นต่างๆ และกุ้งดิบกับปูดิบดองซอสเค็ม และปูดิบดองซอสเผ็ด จริงๆ สำหรับเรารสชาติออกจะเค็มไปหน่อย ต้องตักข้าวตามไปหลายคำ และเชื่อว่ามีร้านที่อร่อยกว่านี้ แต่สำหรับความแน่นของเนื้อแล้ว บอกได้ว่าสดจริงๆ สมเป็นเมืองเกาะ

เกาะเวโด เกาะเกาหลีสไตล์เมดิเตอเรเนียน

เช้าวันชูซ็อก วันที่หลายครอบครัวมารวมตัวกัน บรรดาครอบครัวเกาหลีทั้งสูงวัยและเด็กน้อยก็นั่งรอกันอยู่ที่หน้าท่าเรืออย่างหนาตา ปลุกชีวิตให้ท่าเรือเหงาๆ 

เช้านี้เราออกเดินทางไปยังเกาะเวโด (외도) เกาะจิ๋วที่มีสวนสไตล์ยุโรปและต้นไม้กว่า 3,000 สายพันธุ์และยังมีการพบรอยเท้าไดโนเสาร์อีกด้วย! เกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติฮัลรยอแฮซัง ตั้งอยู่ระหว่างท่งย็องและคอเจ เป็นสวนเอกชนที่เก็บค่าเข้าเกาะและเดินทางเข้ามาได้ทางเรือเฟอร์รี่เท่านั้นและไม่มีที่พักค้างคืนให้บนเกาะ เราซื้อตั๋วที่รวมราคาเรือไป-กลับและค่าเข้าชมเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นทาง 

พวกเราทยอยเดินขึ้นเรือเฟอร์รี่ปรับอากาศหลังจากพนักงานตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายแต่ละคน พนักงานบนเรือทั้งหมดเป็นชายสูงอายุ น่าจะรุ่นๆ คุณลุง แต่ดูกระฉับกระเฉง ตอนออกเรือมีการสาธิตการใช้เสื้อชูชีพอย่างละเอียดเหมือนเวลาเราขึ้นเครื่องบิน ระหว่างทางเรือโคลงขึ้น-ลงชวนอาเจียน แต่พวกเขายังทำหน้าที่เดินขายขนมกรุบกรอบและน้ำดื่มกันอย่างสบายๆ

เสียงถุงขนมขบเคี้ยวโรยผงรสกุ้งและสาหร่ายทะเลกรอบแกรบในห้องโดยสาร เรือเต้นไปตามแรงคลื่น ผืนทะเลสีน้ำเงินเข้มผลุบโผล่ตามริมหน้าต่าง นกนางนวลบินผ่านหน้าต่างเรือไปไม่ขาดสาย มีช่วงที่พนักงานเรือชี้ให้เราขึ้นบันไดไปถ่ายรูปบนดาดฟ้าคู่กับเกาะหินปูนอลังการระหว่างทาง แล้วกลับลงมานั่งให้เรียบร้อยก่อนออกเรือต่อไป

บนเกาะเวโดเป็นเหมือนธีมพาร์กสไตล์เมดิเตอเรเนียน เป็นการผสมกันระหว่างธรรมชาติของต้นไม้กับภูมิสถาปัตยกรรมและประติมากรรมต่างๆ 

ระหว่างเส้นทางอันคดเคี้ยว เราเลยได้เห็นทั้งต้นไม้แปลกๆ กับรูปปั้นประหลาดๆ ไปด้วย เช่น รูปปั้นเด็กก้มมองก้นกัน หรือรูปปั้นที่ดูแอบทะลึ่งตึงตัง

ถ้าใครเป็นสายธรรมชาติสุดๆ เกาะนี้อาจจะดูประดิษฐ์ไปหน่อย และไม่ค่อยเป็นอะไรที่ “ท้องถิ่น” สำหรับคนบนเกาะคอเจ สำหรับเรา เกาะเวโดน่าจะเหมาะกับคู่รักที่มาเที่ยวกันในฤดูใบไม้ผลิซึ่งอากาศร้อนน้อยกว่านี้ เหมือนเป็นสวนสวรรค์ที่มีบรรยากาศเป็นใจ ทั้งทะเลสีคราม มุมลับตาคนหน่อยๆ แอบอยู่ในสวนเขียวครึ้มอาบลมทะเล มีแลนด์มาร์กอย่างเนินเขาแห่งรัก ที่เพียงแค่จูงมือกันเดินไปก็อาจเหมือนการสารภาพความในใจกลายๆ

แต่จะบอกรักใครที่นี่ก็ต้องรีบทำเวลา เพราะเรือจะปล่อยให้เราอยู่บนเกาะแค่สองชั่วโมงก่อนต้องรีบกลับมาขึ้นเรือเพื่อเข้าฝั่งให้ทันรอบต่อไป

แม้คอเจจะเป็นเมืองเงียบเหงาและรอรถเมล์นาน แต่เมื่อยามเช้าอันสงบมาเยือน ภาพดวงอาทิตย์ก่ำโผล่พ้นผืนสมุทรตรงหน้า ก็ทำให้เราคิดว่าสัญลักษณ์ประจำเมืองนั้นสะท้อนความจริงแห่งเมืองคอเจ

(ตอนต่อไป เราจะไปเยือนเมืองยอซู ขึ้นไปดูวัดที่อยู่บนสันเขาสูงมองลงมาเห็นมหาสมุทรกว้างขวาง และอดีตเมืองกองบัญชาการทหารเรือแห่งเกาหลีที่มีประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.