จินตนา-อาคาร รวมเรื่องสั้นสิงคโปร์ที่ใช้เวลาแปลเกินหนึ่งปี

วันนี้เป็นวันที่แปลหนังสือรวมเรื่องสั้น Dream Storeys เสร็จ หลังจากใช้เวลาทำงานนี้มาเกินหนึ่งปี ตั้งแต่เริ่มเขียนใบสมัครขอทุนจากหน่วยงานวัฒนธรรมของสิงคโปร์ (แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน)

นี่คือตารางการทำงานที่ผ่านๆ มา จะเห็นว่าหายไปพักใหญ่ๆ ช่วงที่หายไปนานสุดก็คือปีนึงเลย

Screen Shot 2562-08-26 at 15.43.20.png

เราตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ในภาษาไทยกันว่า ‘จินตนา-อาคาร’ เป็นรวมเรื่องสั้นที่เกิดจากการไปสัมภาษณ์สถาปนิกชาวสิงคโปร์ แล้วเอาไอเดียนั้นมาแต่งเรื่องสั้น แต่ละเรื่องจะมีอาคารในฝันเป็นแกนหลัก ผู้เขียนจึงตั้งชื่อเล่นกับคำพ้องเสียง Storeys-Stories

ถ้าใครสนใจว่าเรื่องมันเกี่ยวกับอะไรบ้าง สามารถอ่านรีวิวหนังสือ Dream Storeys ใน The Momentum

ที่ใช้เวลาแปลนาน มีทั้งเหตุผลชีวิตด้านอื่นๆ ที่พัวพัน และความยากของภาษาอังกฤษในบริบทสิงคโปร์ ซึ่งจะมีคำจีนปะปนมาเป็นพักๆ รวมทั้งการถอดเสียงคำอ่านชื่อคนและสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยด้วย

ในที่สุด คาดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะตีพิมพ์เสร็จภายในปีนี้ โดยสำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์

เรื่องแต่งผสานเรื่องจริง ความไม่เซอเรียลในยุคเฟคนิวส์

Clara Chow ผู้แต่งเรื่องนี้เป็นนักข่าว แบ็คกราวด์ที่ส่งให้ในความสนุกล้ำยุคของฉากและสถานการณ์ เธอได้ยัดไส้ประเด็นความเหลื่อมล้ำจากทุนนิยม การต่อต้านอำนาจรัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามสไตล์นักข่าวที่ได้รับรู้ฮาร์ดนิวส์ในประเทศมาด้วย

Clara Chow ผู้เขียน

ก่อนเริ่มเรื่องสั้นแต่ละเรื่อง Dream Storeys ได้แทรกบทสัมภาษณ์สถาปนิกของสิงคโปร์แต่ละคน และในเนื้อเรื่องยังมีการผสมกันระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่ง ยกเอาเหตุการณ์ในข่าวมาใส่ในเรื่อง ปะปนกับ ‘ข้อเท็จจริงสำหรับเรื่องเล่า’ ที่ Clara จินตนาการขึ้นมาเอง

ยกตัวอย่างเช่น คดีประวัติศาสตร์ (เรียกว่า “เหตุการณ์ลาจู”) บนเกาะปุเลา บูกอม เกาะในสิงคโปร์ มีผู้ก่อการร้ายชาวญี่ปุ่น-ปาเลสไตน์จำนวน 4 คน ขึ้นไปวางระเบิดโรงกลั่นน้ำมันเชลล์ และจี้ปล้นเรือลาจูเพื่อหลบหนี โดยมีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมและบรรษัทน้ำมันข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ในเรื่อง คลาดเคลื่อนจากวิกิพีเดีย คือในเรื่องบอกว่าผู้ก่อการนำระเบิดไปเพียง 3 ลูก จริงๆ พวกเขานำไปมากถึง 12 ลูก แต่จุดระเบิดไปได้แค่ 3 ลูก และยังมีการแต่งเติมเรื่องราวบทสนทนาและสีหน้าท่าทาง ระหว่างที่พวกเขาแสร้งทำเป็นนักตกปลาแล้วขอติดเรือชาวประมงมาเลย์ไปลงเกาะปุเลาบูกอมด้วย

Clara ยังสร้างเส้นแบ่งเรื่องแต่งกับเรื่องจริง ด้วยการแต่งชื่อบริษัทน้ำมันเชลล์ขึ้นใหม่ เป็นบริษัทแคลม หรือหอยกาบ

ความคลาดเคลื่อนนี้ไม่ได้ดูร้ายแรง เมื่อเราคิดเสียว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องแต่ง และรายละเอียดย่อมต้องถูกถักทอขึ้นเพื่อให้เห็นภาพจินตนาการชัดเจน ในขณะที่โลกแห่งความจริง ข่าวสารถูกปั้นแต่งจนน่าขบขัน แต่กลับไม่มีใครเอะใจในตรรกะของเรื่องราวที่สุดแอบเสิร์ด

ในเรื่องยังพูดถึง หินโกปี้ หรือ ‘หินกาแฟ’ ซึ่งอันนี้มีอยู่จริงๆ บนเกาะหนึ่งในหมู่เกาะมอรอไตในอินโดนีเซีย เป็นหินที่ปล่อยกลิ่นกาแฟออกมา แม้ว่าจะอยู่กลางทะเลกว้างและไม่มีการปลูกกาแฟในบริเวณนั้นเลย! บางทีเรื่องจริงมันก็ดูเป็นข่าวลวงได้เหมือนกันนะเนี่ย

เมื่อความสร้างสรรค์เชิงสถาปัตย์ผสานกับวรรณกรรม

คำถามที่ Clara ใช้ถามสถาปนิกสิงคโปร์ 9 คน ในเรื่องเล่าทั้ง 10 เรื่อง มีแพทเทิร์นเดียวกัน โดยปรับเปลี่ยนถ้อยคำบ้าง เช่น

คุณอยากจะสร้างอาคารอะไรในสิงคโปร์ หากไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ งบประมาณ หลักฟิสิกส์ ฯลฯ

หากคุณสามารถรื้อฟื้นโปรเจ็กต์เก่าๆ ของตัวเองที่ไม่ได้สร้างขึ้นจริง โปรเจ็กต์ที่ว่านั้นคืออะไร

อาคารหลังนั้นจะเปลี่ยนสิงคโปร์หรือคนสิงคโปร์ไปอย่างไร หากว่ามันมีอยู่

ที่มาภาพ: สำนักพิมพ์ Ethos Books

เธอนำคำตอบที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคอนเซปต์ภาพรวม หรือเพียงคำสำคัญบางอย่าง มาออกแบบอาคารในจินตนาการของนักเขียนต่อ มันจึงไม่ใช่พิมพ์เขียวจากสถาปนิกผู้ตอบ 100% แต่ผสานความแฟนตาซีเหลือล้นของนักเขียน นำไปสู่เรื่องราวชีวิตที่โลดแล่นอยู่ใน/รอบๆ อาคารเหล่านั้น

สนับสนุนเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่กั้นขวาง

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาโดยได้รับการสนับสนุนจาก NAC (National Arts Council Singapore) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ให้ทุนสนับสนุนโครงการหลายอย่างของชาวสิงคโปร์

ที่น่าสังเกตก็คือ ดูเหมือน ‘การสนับสนุน’ นี้จะไม่มีได้พ่วงแพ็กเกจนักเขียนต้องเซนเซอร์ตัวเองแต่อย่างใด หลายครั้ง คลาราเขียนจิกกัดประเทศตัวเอง ประเทศเกาะเล็กๆ ที่คนชาติอื่นมองว่าเศรษฐกิจเจริญรุดหน้าในหลายๆ ด้าน แต่ Clara ก็ดูไม่พึงพอใจกับระบบการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือการออกแบบเมืองที่ไร้ชีวิตชีวา (ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว) หากใครอ่านพบ คงมีวลี ‘ชังชาติ’ โผล่มาแน่ๆ

อาจเป็นไปได้ว่าด้วยความที่เป็นนักข่าว ตัวละครสุดท้ายที่เล่าเรื่องปิดจบทั้งหมดในตอนอวสาน คือนักข่าว ผู้ทำหน้าที่เพียงเฝ้ามองและบันทึกอยู่ห่างๆ (“เราต้องกันตัวเองออกมาจากข่าวที่กำลังเล่า”) จนกระทั่งสถานการณ์บอกให้เข้าร่วมกับเรื่องราว สุดท้ายก็เลยโดนหางเลขไปด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.